ทำความรู้จักโรคหลายบุคลิกผ่านซีรีส์ Can This Love Be Translated!
Jan, 27, 2026 Jan, 27, 2026
ในช่วงหลังๆมานี้ ซีรีส์หลายเรื่องเริ่มหยิบประเด็นสุขภาพจิตมานำเสนออย่างจริงจัง หนึ่งในนั้นที่กำลังมาแรงในช่วงนี้คือ Can This Love Be Translated! นำแสดงโดย โกยุนจอง (Go Youn-jung) และ คิมซอนโฮ (Kim Seon-ho) โดยเรื่องราวของซีรีส์ไม่ได้เล่าแค่เรื่องความรักหรือภาษา แต่ยังพาเราไปทำความเข้าใจภาวะทางจิตใจที่ซับซ้อนอย่าง “โรคหลายบุคลิก” หรือชื่อทางการแพทย์ว่า Dissociative Identity Disorder (DID) ผ่านตัวละครหลักอย่างมีชั้นเชิง
บทความนี้จะพาไปทำความรู้จัก DID แบบเข้าใจง่าย พร้อมชวนมองว่าซีรีส์เรื่องนี้ถ่ายทอดประเด็นดังกล่าวอย่างไร และเราควรทำความเข้าใจเรื่องนี้อย่างระมัดระวังแค่ไหน
โรคหลายบุคลิก (DID) คืออะไร?
Dissociative Identity Disorder (DID) คือภาวะทางสุขภาพจิตที่บุคคลหนึ่งมี อัตลักษณ์ (identity) มากกว่าหนึ่งภายในตัวเองโดยแต่ละอัตลักษณ์อาจลักษณะดังต่อไปนี้
บุคลิก
น้ำเสียง
วิธีคิด
ความทรงจำ
พฤติกรรมที่แตกต่างกัน
การสลับอัตลักษณ์ (identity switching) มักเกิดขึ้นโดยที่เจ้าตัวไม่รู้ตัวหรือควบคุมไม่ได้ และอาจมีช่วงความทรงจำขาดหาย (memory gaps) สิ่งสำคัญคือ DID ไม่ใช่การแกล้งทำและแน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องเหนือธรรมชาติแต่เป็นกลไกการเอาตัวรอดทางจิตใจนั่นเอง
สาเหตุของ DID
ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่มองว่า DID มักมีความเกี่ยวข้องกับสาเหตุดังนี้
ประสบการณ์กระทบกระเทือนจิตใจอย่างรุนแรงในวัยเด็ก
การถูกละเลยหรือถูกทำร้ายซ้ำๆ
สภาพแวดล้อมที่ไม่ปลอดภัยในระยะยาว
สมองจึงสร้าง “อัตลักษณ์อื่น” ขึ้นมาเพื่อช่วยรับมือกับความเจ็บปวดแทน
DID ในมุมมองผ่านซีรีส์ Can This Love Be Translated!
ซีรีส์ Can This Love Be Translated เลือกเล่าเรื่องโรคหลายบุคลิก (DID) ผ่านมุมมองที่ละเอียดอ่อนและมีความเป็นมนุษย์ โดยไม่ได้ใช้ภาวะทางจิตใจนี้เป็นเพียงลูกเล่นของพล็อตแต่ผูกโยงเข้ากับตัวตนและความสัมพันธ์ของนางเอกอย่าง “ชามูฮี” อย่างลึกซึ้ง
ซีรีส์ถ่ายทอดกระบวนการคิดภายในใจของชามูฮีอย่างชัดเจน ตั้งแต่เสียงวิพากษ์วิจารณ์ตัวเองที่เปรียบเสมือน “คอมเมนต์ที่คอยด่าทอ” ไปจนถึงความเชื่อฝังลึกว่าเธอไม่คู่ควรกับความสุข ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อความรักและการสื่อสารกับคนรอบข้าง ทั้งหมดล้วนเป็นผลพวงจากบาดแผลทางใจในอดีตที่ยังไม่ได้รับการเยียวยา
อีกหนึ่งจุดเด่นคือการสะท้อนความสับสนของตัวละครต่อ “ตัวตนของตัวเอง” และผลกระทบของ DID ต่อความสัมพันธ์ ทำให้ผู้ชมเข้าใจว่าผู้ที่มี DID ไม่ได้อันตรายแต่คือมนุษย์ที่เคยผ่านประสบการณ์เจ็บปวดอย่างรุนแรงมา ในขณะเดียวกันการรับมือของล่ามหนุ่ม “จูโฮจิน” ที่รับบทโดยคิมซอนโฮ ถูกถ่ายทอดผ่านการสังเกตและการตั้งรับมากกว่าการเร่งเร้า เมื่อเขาได้พบกับ “โดรามี” ซึ่งคืออีกหนึ่งอัตลักษณ์ของชามูฮี โฮจินจึงเริ่มเข้าใจบาดแผลในใจเธอ และเรียนรู้วิธีที่จะอยู่เคียงข้าง ความสัมพันธ์ของทั้งคู่จึงค่อยๆเติบโตจากความเข้าใจ ความอดทน สู่การยอมรับ
อย่างไรก็ตาม ด้วยความที่ซีรีส์ยังคงเป็นงานบันเทิง บางฉากอาจถูกนำเสนอให้เข้าใจง่ายหรือโรแมนติกกว่าความเป็นจริงซึ่งผู้ชมควรรับชมควบคู่กับความเข้าใจว่าในชีวิตจริงการดูแลและฟื้นฟูสุขภาพจิตเป็นกระบวนการที่ซับซ้อนและต้องใช้เวลา
คนที่มีภาวะ DID ควรดูแลตัวเองอย่างไร?
ในชีวิตจริงอาจไม่มีใครสักคนที่คอยเข้าใจและอยู่เคียงข้างเหมือนจูโฮจินในซีรีส์ แต่สิ่งแรกที่อยากจะบอกก็คือ การมีภาวะ DID ไม่ใช่ความผิดของคุณเลยและนั่นไม่ได้หมายความว่าคุณอ่อนแอ ตรงกันข้าม ภาวะนี้คือผลของกลไกการเอาตัวรอดของจิตใจ ที่เคยต้องเผชิญประสบการณ์ยากลำบากอย่างมากในอดีต นั่นแปลว่าคุณเก่งมากเลยนะคะ : )
เริ่มจากการไม่โทษตัวเอง – หลายคนที่มี DID มักตำหนิตัวเอง สับสน หรือรู้สึกว่าตัวเอง “ผิดปกติ” แต่ความจริงคืออัตลักษณ์ต่างๆที่เกิดขึ้น ล้วนมีหน้าที่ปกป้องคุณในช่วงเวลาหนึ่งของชีวิต การยอมรับว่าทุกส่วนของตัวเองมีเหตุผลในการดำรงอยู่ คือก้าวแรกของการดูแลใจตัวเอง
เรียนรู้และสังเกตตัวเองอย่างอ่อนโยน – การค่อยๆทำความเข้าใจอารมณ์ พฤติกรรม หรือสภาวะที่เปลี่ยนไป โดยไม่บังคับให้ต้องเข้าใจทั้งหมดในทันที จะช่วยให้คุณรู้จักตัวเองมากขึ้น ไม่จำเป็นต้องรีบ “จัดการ” ทุกอย่าง แค่รับรู้และยอมรับก็เพียงพอในบางวัน
ขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญ – การพูดคุยกับจิตแพทย์หรือนักจิตบำบัดที่มีความเข้าใจเรื่องภาวะแยกตัว (dissociation) เป็นสิ่งสำคัญมาก การฟื้นฟูสุขภาพจิตไม่ใช่เรื่องที่ต้องทำคนเดียว และไม่ใช่เรื่องที่ต้องรีบเร่ง การได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมสามารถช่วยให้การใช้ชีวิตมั่นคงขึ้นได้
สร้างพื้นที่ปลอดภัยให้ตัวเอง – ไม่ว่าจะเป็นคนใกล้ชิด กิจวัตรประจำวัน หรือสภาพแวดล้อมที่ทำให้รู้สึกปลอดภัย สิ่งเหล่านี้ช่วยลดความเครียดและความสับสนได้มาก การตั้งขอบเขตกับคนอื่นก็เป็นส่วนหนึ่งของการดูแลตัวเองไม่ใช่ความเห็นแก่ตัว
เข้าใจว่าการฟื้นฟูต้องใช้เวลา – ภาวะ DID ไม่ใช่สิ่งที่จะ “หาย” ได้เพียงเพราะความพยายามหรือกำลังใจเพียงอย่างเดียว การมีวันที่ดีและวันที่ยากปะปนกันเป็นเรื่องปกติ การค่อยๆเดินไปในจังหวะของตัวเอง คือสิ่งที่สำคัญที่สุด
คนรอบข้างทำความเข้าใจกับผู้ที่มีภาวะ DID อย่างไร?
สิ่งสำคัญที่สุดในการอยู่ร่วมกับหรือทำความเข้าใจผู้ที่มีภาวะ Dissociative Identity Disorder (DID) คือการมองพวกเขาในฐานะ “มนุษย์คนหนึ่ง” ไม่ใช่ในฐานะโรคหรือความผิดปกติทางจิตใจ
การ ไม่ตัดสิน คือก้าวแรก เพราะพฤติกรรมหรือการสื่อสารบางอย่างอาจดูเข้าใจยาก แต่สิ่งเหล่านั้นมักเป็นผลจากกลไกการปกป้องตัวเองที่เกิดขึ้นจากบาดแผลในอดีต การ ไม่ล้อเลียน และ ไม่เหมารวม ว่าผู้ที่มี DID จะรุนแรง อันตราย หรือควบคุมตัวเองไม่ได้ ก็เป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้กัน เนื่องจากภาพจำเหล่านี้มักเกิดจากการนำเสนอที่คลาดเคลื่อนในสื่อบันเทิงมากกว่าความเป็นจริง
ในความเป็นจริง ผู้ที่มี DID ส่วนใหญ่เป็นคนธรรมดาที่กำลังพยายามใช้ชีวิต รับผิดชอบหน้าที่ และสร้างความสัมพันธ์เหมือนคนทั่วไป เพียงแต่พวกเขาต้องแบกรับประสบการณ์ในอดีตที่ยากลำบากและซับซ้อนกว่าคนอื่น การแสดงความเข้าใจ รับฟังโดยไม่ตัดสิน และเคารพขอบเขตของกันและกัน คือสิ่งเล็กๆที่สามารถช่วยให้พวกเขารู้สึกปลอดภัยและได้รับการยอมรับมากขึ้น
ท้ายที่สุด การเข้าใจผู้ที่มี DID ไม่ได้หมายถึงการพยายามแก้ไขหรือรักษาแทน แต่คือการเปิดพื้นที่ให้พวกเขาได้เป็นตัวเองในแบบที่เป็น พร้อมย้ำเตือนว่าสุขภาพจิตเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา ความอดทน และความเห็นอกเห็นใจจากคนรอบข้าง
บทสรุป
Can This Love Be Translated! อาจเป็นเพียงซีรีส์แต่สิ่งที่เรื่องราวของชามูฮีและจูโฮจินสะท้อนออกมา คือความจริงของผู้คนจำนวนมากที่ต้องใช้ชีวิตร่วมกับบาดแผลในใจและภาวะ DID ในโลกแห่งความเป็นจริง ชีวิตจริงอาจไม่มีใครที่เข้าใจเราได้ทุกอย่าง หรืออยู่ข้างๆเหมือนพระเอกในซีรีส์ แต่สิ่งที่ยังคงเป็นไปได้เสมอ คือการค่อยๆเรียนรู้ที่จะเข้าใจและดูแลตัวเอง
ท้ายที่สุด การเยียวยาอาจไม่ได้เกิดขึ้นในวันเดียว แต่อาจเริ่มจากสิ่งเล็กๆอย่างการไม่ด่าตัวเองในวันที่เกิดข้อผิดพลาด การยินดีกับตัวเองในวันที่ทำเรื่องเล็กๆให้สำเร็จ การขอความช่วยเหลือเมื่อรู้สึกไม่ไหว หรือการให้เวลากับตัวเองมากขึ้นอีกนิด แม้โลกจริงจะไม่เหมือนในซีรีส์แต่การค่อยๆรักตัวเองเพิ่มขึ้นวันละนิด คือภาษาที่ไม่ต้องการให้ใครมาแปลและเป็นสิ่งที่คุณสมควรได้รับเสมอ 🩵
และในวันที่ทุกอย่างดูเหมือนจะยากไปหมด บางครั้งการได้อยู่ในพื้นที่ที่สะอาด เป็นระเบียบ และสบายใจก็ช่วยให้หายใจโล่งขึ้นได้บ้าง โดยไม่จำเป็นต้องฝืนตัวเองให้ทำทุกอย่างไหวในวันเดียว
วันนี้การดูแลบ้านไม่ใช่เรื่องที่ต้องแบกรับคนเดียวอีกต่อไป เพราะมีบริการแม่บ้านออนไลน์ ที่ช่วยให้เรื่องยากกลายเป็นเรื่องง่าย เพียงจองผ่านเว็บไซต์ก็มีแม่บ้านไปให้บริการถึงที่ ช่วยแบ่งเบาภาระในวันที่คุณต้องการเวลาและพลังงานไว้ดูแลใจตัวเอง 💌
เกี่ยวกับผู้เขียน
Phantira O.